เสริมคางคืนที่สองก็ไม่มีไรมากค่ะ เราผ่านคืนแรกสุดโหดมาแล้ว

เสริมคางคืนที่สองก็ไม่มีไรมากค่ะ เราผ่านคืนแรกสุดโหดมาแล้ว มีเปลี่ยนคูลเจล3รอบ ปวดและไม่ค่อยได้นอนเหมือนเดิม แต่ไม่ปวดจนกระทั่งต้องลุกมากินพารานะคะ
เช้าวันที่สามก็ดูบวมน้อยลงนิดหน่อยค่ะ แต่ช่วงเหนียงก็ยังบวมอยู่นะคะ ที่เหลือคล้ายๆวันที่สองค่ะ คือดีขึ้นมานิดหน่อยเอง ทานอะไรไม่ค่อยได้ ลำบากเหมือนเดิม ปากล่างชาไม่รู้สึกอะไรเหมือนเดิม นอนดูซีรีย์ หนังไปตามประสา เสริมคาง.

เสริมคาง
เสริมคาง คืนวันที่สามรู้สึกว่ารูปทรงคางมันเบี้ยวๆค่ะ เหมือนมันไม่เท่ากัน กังวลมากๆ นั่งหาอ่านรีวิวศัลยกรรมคางเบี้ยว ถามรุ่นพี่ที่เคยทำ เลยตัดสินใจแกะพลาสเตอร์(เฝือก)ออกในคืนนี้เลยค่ะ เจ็บพอสมควรเลยตอนดึงออก น้ำตาเล็ด ค่อยยังชั่วเอาน้ำลูบๆให้พลาสเตอร์มันอ่อนตัวลงแล้วดึงออกจนหมด พอถอดออกมาก็เห็นเลยค่ะว่ามันเบี้ยวจริงๆ คือ ข้างซ้ายสั้นกว่าข้างขวา และข้างขวาดูแบนๆ กังวลสุดๆแต่ก็รอ เสริมคาง
จนครบ1อาทิตย์ อาการอื่นๆทุกอย่างค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ ทั้งอาการบวม ปวด ระบม แต่ปากล่างก็ยังชา ยังไม่รู้สึกอะไร และคางยังคงเบี้ยวค่ะ ครบหนึ่งอาทิตย์ไปพบหมอ บ่นให้หมอฟังค่ะว่าปากล่างมันยังชา และก็มันเบี้ยวๆด้วย หมอก็จับๆและดึงปากล่างเราเผยอ ดูแผล “อืม โอเคเลยนะ แผลหายไวดี แต่ต้องทำความสะอาดแผลหน่อยเนาะ” และหมอก็เอาคอตตอนบัดมาเขี่ยทำความสะอาดตรงแผลเรา(เนื่องจากเรากลัวแผลมาก ไม่กล้าไปแตะต้องใดๆกับมันเลย แปรงฟันก็แปรงให้เบาที่สุด ปากก็ไม่กล้าบ้วน เศษอาหารจึงเข้าไปติดบริเวณแผลค่ะ) เราถามหมอว่า “นี่มันเบี้ยวมั้ยคะหมอ มันไม่เท่ากันเห็นได้ชัดเลยค่ะ หมอดูสิคะ” หมอบอก “ไหนขอหมอดูซิลิโคนที่วางไว้หน่อย” และก็ใช้นิ้วโป้งทั้งสองมือจับคลึงบริเวณปลายซิลิโคนไล่เข้ามาหาตรงกึ่งกลาง(บอกตรงๆนะ แอบเจ็บ ที่หมอกดจับและกดลงไป ถึงจะยังชาๆอยู่ก็เถอะ) “ไม่เบี้ยวนะ ตรงเป๊ะเลย ที่หนูเห็นว่ามันเบี้ยวเนี่ยก็คืออาการบวมที่ไม่เท่ากัน บวกกับตอนแรกโครงน่าหนูไม่เท่ากัน หมอเลยต้องวางแบบจัดโครงสร้างคางใหม่ให้มันเกิดการบาลานซ์ เดี๋ยวหายบวมก็จะเท่ากันเอง ไม่ต้องกังวลนะ” และหมอก็สั่งยาแก้อักเสบ(ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย)เม็ดแคปซูนสีม่วง มาให้ทานเพิ่ม เสียเงินไป 300บาท กลับบ้านมาเราก็ทานข้าวทานยา แต่เนื่องจากว่า ข้าวนี่ยังกินลำบากอยู่เลยค่ะ อาทิตย์หนึ่งแล้ว เราต้องใส่แมสไปทำงานด้วย เนื่องจากถ้าถอดออกมานี่รู้เลยว่าทำไรมา ตอนกลางวันก็เลยได้กินแค่นมไวตามิลค์1กล่อง ตามด้วยยามื้อกลางวัน ทำให้คลื่นไส้สุดๆ ส่วนมื้ออื่นทานข้าวนิดหน่อยและตามด้วยยา ทนได้ประมาณ2วัน เนื่องจากคลื่นไส้มากๆจนอาเจียนออกมาจริงๆ จึงไปถามเภสัชที่ร้านขายยาว่านี่คืออาการแพ้รึเปล่า เภสัชถามไถ่และสรุปได้ว่า ยานี้ต้องกินระหว่างมื้ออาหารหรือทานหลังอาหารทันที ไม่เช่นนั้นจะคลื่นไส้ และคิดดูเราแทบไม่ได้กินอะไรเลย กินยานี้เข้าไป แน่ละต้องคลื่นไส้ เราจึงหยุดทานยาตัวนี้และขอยาเภสัชตัวใหม่ที่เบากว่าเม็ดม่วง ก็โอเค อาการบวมเริ่มหายเมื่อครบ
1เดือน (นานเวอร์) เราไปพบหมอให้หมอดูแผลให้ และที่สังเกตได้คือคางเราเท่ากันแล้วค่ะ ไม่เบี้ยวแล้ว “บาลานซ์น่าดีขึ้นเยอะเลย สวยแล้ว” หมอก็ชมไป “แผลโอเค ปากยังชาอยู่ใช่ไหม” เราก็ตอบไปว่ายังชา “มันจะดีขึ้นเรื่อยๆนะ บางคนชาเป็นปี เคสหนูหมอเติมขาให้ยาวหน่อย อาจไปโดนเส้นประสาททำให้ชา เดี๋ยวครบ3เดือนมาหาหมออีกทีนะ” ค่ะแค่นั้นแล้วก็กลับบ้านมาใช้ชีวิตปกติ อาการปากชาค่อยๆดีขึ้นค่ะ ปัจจุบันนี้ก็เกือบ5เดือนแล้ว(ยังไม่ว่างไปพบหมอเลย) แผล…ถ้าไปโดนก็มีอาการเสียวๆค่ะ ปาก…ยังชาอยู่แต่ก็ดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ คาง…คิดว่าเข้าที่แล้วนะคะ แอบผิดหวังนิดหน่อยเพราะว่ามันไม่ยาวขึ้นเลย ธรรมชาติสุดๆ(เคยอ่านมาเหมือนกันว่าการเสริมคางไม่ได้ทำให้คางยาวขึ้น แต่ช่วยเติมเต็มคางที่ถดถอยให้ยื่นออกมาได้) ทุกวันนี้ใช้ชีวิตปกติค่ะ ปกติแล้วเราเป็นคนที่ไม่แพ้อาหารทะเล แต่ถ้ากินพวกของแสลง กินไข่เยอะๆนี่หูจะเน่าค่ะ ที่ผ่านมาก็กินอาหารทะเล หอยนางรม กุ้ง ปลาหมึก ไข่ มะม่วงดอง กระเทียม ฯลฯ ปกติค่ะ ไม่ต้องยกเว้นอะไร จะเว้นก็แต่ช่วงแรกๆที่แผลยังไม่หายดีค่ะ จบค่ะเสริมคาง.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *